ประชุมโครงการแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา จังหวัดเพชรบูรณ์

2 มิถุนายน 2564 เวลา 09.00-12.30 น นายบุญโชค พลดาหาญ ผู้อำนวยการสำนักงาน สกสค.จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานการประชุมปรึกษาหารือหาทางออกร่วมกันในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาจังหวัดเพชรบูรณ์ ณ ห้องประชุม สำนักงาน สกสค. จังหวัดเพชรบูรณ์
ซึ่งก่อนที่จะมีการประชุมในครั้งนี้ สำนักงาน สกสค.จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ติดต่อและเชิญครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้มีหนี้วิกฤตที่ได้ร้องทุกข์ไปที่สำนักงานคณะกรรมการ สกสค.ได้มาพบปะให้ข้อมูลเพิ่มเดิมที่สำนักงาน สกสค.จังหวัดเพชรบูรณ์ไว้แล้ว และได้ส่งข้อมูลให้เจ้าหนี้ เพื่อศึกษาล่วงหน้าและหาทางออกร่วมกัน
ผู้เข้าประชุมครั้งนี้ประกอบด้วย
1.ต้นสังกัดสายบังคับบัญชาของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นลูกหนี้วิกฤต มีนายประสิทธิ์ อินวรรณา ผู้อำนวยการสามัญศึกษาเพชรบูรณ์ และผู้แทนจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์เขต 1 – 3
2.สถาบันการเงินฝ่ายเจ้าหนี้ มีนายจงรัก เกตแค ประธานกรรมการดำเนินงานสหกรณ์ออมทรัพย์สามัญศึกษาเพชรบูรณ์ จำกัด นายสิทธิโชติ มีแสงแก้ว ผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเพชรบูรณ์ จำกัด พร้อมด้วยนางประนอม พรมมี หัวหน้าฝ่ายสินเชื่อของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเพชรบูรณ์ จำกัด นางวิไลพร เย้ยกระโทก ผู้จัดการศูนย์ควบคุมและบริหารหนี้ ธนาคารออมสิน เขตเพชรบูรณ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ 8 คน ผู้แทนธนาคารกรุงไทย ผู้แทนธนาคาร ธกส.
3. ครูทั้งข้าราชการประจำและข้าราชการบำนาญ ที่เป็นลูกหนี้และผู้ค้ำประกันหนี้วิกฤต ที่ถูกสถาบันการเงินฟ้อง กำลังจะฟ้อง ถูกบังคับคดี ที่ร้องทุกข์ไปยังสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. และมายื่นร้องทุกข์เพิ่มเติมที่ สำนักงาน สกสค.จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งทุกคนได้มายื่นเอกสารและให้รายละเอียดไว้แล้ว รวม 15 คน ไม่มายื่นเอกสาร 4 คน เนื่องจากมีการปรับโครงสร้างนี้และมีความสามารถส่งหนี้ได้ 3 คน และติดต่อไม่ได้ 1 คนซึ่งมีข้อมูลเบื้องต้นเป็นหนี้สถาบันการเงินในระบบอยู่ที่จ.สุราษฎร์ธานี 6 สถาบัน บัตรเครดิด 2 สถาบัน และสินเชื่อจำนองรถยนต์
โดยสรุปปัญหาและความต้องการของแต่ละฝ่าย
1.ฝ่ายต้นสังกัด ซึ่งปัจจุบันมีข้อจำกัดต้องปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการหักเงินเดือน เงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการ และสหกรณ์ พ.ศ. 2551 ซึ่งเมื่อหักแล้ว ต้องมีเงินเดือนเหลือ 30 % ซึ่งบุคลากรหลายรายไม่มีเงินเดือนเหลือให้พอหัก จึงให้บุคลากรมีวินัยในการใช้เงิน ใช้หนี้ และไปส่งหนี้สินด้วยตนเองในส่วนที่หักไม่ได้
2. ฝ่ายครูซึ่งเป็นลูกหนี้ และผู้ค้ำประกันหนี้วิกฤติ ที่ถูกฟ้อง กำลังจะถูกฟ้อง และถูกบังคับคดี ซึ่งบางคนจำเป็นต้องกู้เพราะมีชีวิตติดลบ ต้องใช้หนี้สินเดิมของครอบครัว ซึ่งฐานะไม่ดี หนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคเพื่อการยังชีพ ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของตนเองและครอบครัว ยานพาหนะ บ้านเรือนที่อยู่อาศัย ที่ดินเพื่อการเกษตร การลงทุนในอาชีพเสริม การรักษาพยาบาลจากการเจ็บป่วย และอื่น ๆ เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี จึงเกิดปัญหามีเงินไม่พอใช้จ่ายในครอบครัว ต้องกู้จากหลาย ๆ แหล่ง และไม่มีเงินพอใช้หนี้
มีความประสงค์
2.1.ไม่ให้มีการฟ้องร้อง และบังคับคดีผู้กู้ และผู้ค้ำประกัน
2.2.ที่ฟ้องและบังคับคดีแล้ว ให้ชลอการบังคับคดี และมีการลดต้น ลดดอกให้
2.3.ให้มีการรวมหนี้ไว้ที่เดียว ลดดอกเบี้ยลง และปรับโครงสร้างหนี้ ขยายงวดการส่งเงินออกไปเพื่อให้มีเงินพอส่งหนี้ได้
3. ฝ่ายสถาบันการเงิน มีปัญหาและความต้องการ
3.1 ธนาคาร ได้ยืดหยุ่น และปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้มาโดยตลอด หลายครั้งแล้ว บางรายปรับให้เป็นครั้งที่ 5 แล้วทั้ง ๆ ที่ให้ส่งเดือนละ 1,500 หรือ 3,500 บาท ลูกหนี้ก็ยังผิดนัดชำระหนี้ ไม่ส่ง และที่ผ่านมา ค้างหนี้มาใกล้จะ 8 ปีแล้ว ติดต่อก็ไม่ได้ จำเป็นต้องฟ้องปิดหนี้ ทั้งลูกหนี้และผู้ค้ำประกัน
ต้องการให้ลูกหนี้ มีวินัยทางการเงิน รับผิดชอบตามสัญญา มีอะไรให้ไปคุยกันด้วยเหตุด้วยผล เพื่อหาทางออกร่วมกัน ไม่ใช่หายไปเลย หนี้ก็ไม่ส่ง ติดต่อก็ไม่ได้
3.2 สหกรณ์ออมทรัพย์ ทั้ง 2 แห่ง ได้ยืดหยุ่นและปรับโครงสร้างหนี้ ให้เต็มที่อยู่แล้ว ภายใต้ระเบียบกฎเกณฑ์ข้อบังคับของสหกรณ์ ซึ่งต้องอยู่ในกรอบ คือ
– ให้กู้ได้ไม่เกินเพดานสูงสุด ในทุกโครงการแล้วต้องไม่เกิน 4.3 ล้านบาท และพิจารณาเงินเดือนที่เหลือในแต่ละเดือนประกอบการพิจารณา
– การส่งรายเดือน มีการปรับโครงสร้างหนี้ เป็น ส่ง 300-400 งวด เพื่อให้มีกำลังส่งเงินได้ในแต่ละงวดอยู่แล้ว
– ดอกเบี้ย มีข้อจำกัด จะลดต่ำลงมากก็ไม่ได้ เพราะดอกเบี้ยเงินกู้ยืมมาจากสถาบันการเงินเพื่อให้สมาชิกได้กู้ และดอกเบี้ยเงินฝากของสหกรณ์สูง ต้องบริหารส่วนต่างของดอกเบี้ย เพื่อให้สหกรณ์อยู่ได้
โดยสรุปข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของครูและบุคลากรทางการศึกษาจากที่ประชุมโดยรวม
1. ลูกหนี้ต้องยอมรับสภาพตัวเองว่าเป็นหนี้ หนี้จะต้องรับผิดชอบชดใช้ และลงมือแก้ไขด้วยตัวเอง ต้องปรับวิถีชีวิตของตัวเองใหม่ ประหยัดและออม พึ่งพาตนเอง ไม่ฟุ่งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย ยึดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งขายทรัพย์สินบางส่วนที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ไปใช้หนี้และเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามมาด้วย
2.ต้องทำอาชีพเสริม โดยศึกษาหาความรู้ในเรื่องที่ตนเองชอบและถนัด และมีช่องทางการตลาดที่ดี เหมาะสมกับยุคปัจจุบัน เพื่อเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย ให้ขยันในการทำมาหากิน และประหยัดอดออม มีเงินพอใช้หนี้ และใช้จ่ายในครอบครัว
3. ต้องมีการปรึกษาหารือกับเพื่อนฝูง ผู้รู้ หน่วยงานที่ส่งเสริมอาชีพต่าง ๆ ในการแสวงหาอาชีพใหม่ เพื่อเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย
4. ต้องเข้าไปปรึกษาหารือกับเจ้าหนี้ เพื่อหาทางออกร่วมกัน และมีวินัยทางการเงิน รับผิดชอบการส่งหนี้ต่อเจ้าหนี้
5.เจ้าหนี้ต้องรับรู้ปัญหาของลูกหนี้และเห็นอกเห็นใจลูกหนี้ หาทางออกให้กับลูกหนี้อย่างเต็มที่ อะไรที่เกินอำนาจหน้าที่ของตน ให้เสนอคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง และผู้บังคับบัญชาระดับสูงขึ้นไป พิจารณาโดยด่วนต่อไป
6 ให้สำนักงาน สกสค.จังหวัดเพชรบูรณ์เสนอสำนักงานคณะกรรมการ สกสค.รับทราบและหาแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ หรือปลอดดอกเบี้ย มาให้สมาชิกได้กู้ยืม เพื่อรวมหนี้ ปลดหนี้ และผ่อนส่งในระยะยาว โดยอาจมอบให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู หรือสถาบันการเงินของรัฐ รับผิดชอบในการรวมหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้
ขอขอบคุณ ทุกท่าน ที่ให้ความร่วมมือ เข้าประชุม เพื่อหาทางออกร่วมกันในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของครูและบุคลากรทางการศึกษาในครั้งนี้